หน้าหลัก » Blogs » โรงเรียนสาธิต แนวคิดมิติใหม่ (ตอนที่ 4 และตอนจบ)

สารบัญ

บทความที่เกี่ยวข้อง


อธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ศ. นพ. รัชตะ รัชตะนาวิน กล่าวว่า นักเรียนโรงเรียนสาธิตนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล จะสามารถศึกษาต่อทั้งมหาวิทยาลัยในประเทศและต่างประเทศได้ เพราะจะได้เรียนรู้ภาษาอังกฤษและเทคโนโลยีสารสนเทศ อย่างแตกฉาน ภายใต้ปรัชญาของมหาวิทยาลัย ตามพระราชดำรัสของ สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ที่ว่า “ความสำเร็จที่สูงสุด มิใช่อยู่ที่การเรียนรู้ แต่อยู่ที่การประยุกต์ใช้ความรู้นั้นให้เกิดประโยชน์ของมนุษยชาติ

จอห์น ดิวอี (John Dewey) ตีพิมพ์ทฤษฎีการศึกษาก้าวหน้า (Progressive Education) ในปี พ.ศ. 2440 โดยแบ่งเป็น 5 ตอน ตอนแรก เขากล่าวถึงการศึกษาว่า “เป็นการมีส่วนร่วมของแต่ละบุคคล ที่มีจิตสำนึกทางสังคม (Social consciousness) ต่อมนุษยชาติ” ดังนั้นการศึกษาจึงควรคำนึงถึงนักเรียนเป็นส่วนหนึ่งของสังคม โดยที่ตั้งแต่แรกเกิด เด็กเรียนรู้อย่างไม่รู้ตัว (Unconsciously) แล้วค่อยๆ พัฒนาความรู้เพื่อแบ่งปันและมีส่วนร่วมในสังคม

กระบวนการการศึกษามีสองด้าน กล่าวคือด้านจิตวิทยา (Psychological) และด้านสังคมวิทยา (Sociological) สัญชาตญาณของเด็ก จะช่วยพัฒนาความรู้ ซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกสิ่งที่จะตามมา เขาเชื่อว่า ความรู้เป็นเงื่อนไขของสังคม นักเรียนต้องได้รับการสอนให้เรียนรู้ด้วยตนเอง และคนเราไม่สามารถเรียนรู้ได้โดยปราศจากแรงจูงใจ (Motivation)

ตอนที่ 2 จอห์น ดิวอี กล่าวถึง โรงเรียนว่า “การศึกษาล้มเหลว เพราะมองข้ามพื้นฐานสำคัญของโรงเรียนว่า เป็นรูปแบบของชีวิตชุมชน (Community life) ซึ่งให้กำเนิดโรงเรียน เป็นสถานของการกระจายข้อมูล ของการเกิดบทเรียน หรือของเพาะบ่มนิสัย” เขารู้สึกว่า การศึกษาเป็นความนึกคิดที่ก่อตัวขึ้นของสังคม (Social construct) จึงเป็นส่วนหนึ่งของสังคม และควรสะท้อนถึงชุมชุน

การศึกษาคือกระบวนการของการมีชีวิตอยู่ และมิใช่เพื่อการเตรียมตัวของชีวิตในอนาคต ดังนั้นโรงเรียนควรเป็นตัวแทนของชีวิตในปัจจุบัน และส่วนหนึ่งของชีวิตที่บ้านของนักเรียน (อาทิ คุณธรรมและจริยธรรม) ควรเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการในโรงเรียน ครูก็เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการนี้ มิใช่ในฐานะผู้มีอำนาจสิทธิขาดเหนือนักเรียน แต่เป็นสมาชิกของชุมชนที่จะช่วยการเรียนรู้ของนักเรียน

ในตอนที่ 3 จอห์น ดิวอี้กล่าวถึงหลักสูตร (Curriculum) ในโรงเรียนว่า ควรจะสะท้อนถึงสังคม โดยเฉพาะการพัฒนามนุษย์ในสังคม วิชาหลัก (อาทิ ภาษา วิทยาศาสตร์ และประวัติศาสตร์) ควรได้รับการเสริมด้วยด้วยวิชาด้านการปรุงอาหาร เย็บปักถักร้อย และหัตถกรรม นอกจากนี้ เขารู้สึกว่า “ความก้าวหน้ามิใช่การสืบเนื่อง (Succession) ของการศึกษา แต่เป็นพัฒนาการของทัศนคติใหม่ๆ ต่อประสบการณ์ และความสนใจใหม่ๆ ในประสบการณ์”

ในตอนที่ 4 จอห์น ดิวอี้พูดถึงพลังและความสนใจของเด็ก ถ้าเด็กอยู่ในบทบาทเชิงรับ (Passive) ในฐานะนักเรียน เพื่อซึมซับข้อมูล ผลลัพธ์ก็จะเป็นการสูญเปล่าของการศึกษา ข้อมูลที่ส่งผ่านไปยังนักเรียน ควรได้รับการ “แปลงโฉม” (Transform) เป็นรูปแบบ ภาพ และสัญลัษณ์ใหม่ที่เหมาะสมกับพัฒนาการและความสนใจของเด็ก ซึ่งเป็นวิวัฒนาการตามธรรมชาติ การระงับ(Repress) กระบวนการนี้ และพยายามยัดเยียดความเป็นผู้ใหญ่ให้เด็ก จะทำให้ความอยากรู้อยากเห็นเชิงปัญญา (Intellectual curiosity) ของเด็กนักเรียนหดหายไป

ในตอนที่ 5 จอห์น ดิวอี กล่าวว่า “การศึกษาคือวิธีพื้นฐานที่สุดของการสร้างสังคม ในแง่ความก้าวหน้าและปฏิรูป” เขาเชื่อว่า การศึกษาเป็นการควบคุมกระบวนการแบ่งปันในจิตสำนึกทางสังคม และการปรับตัวในแต่ละกิจกรรม บนพื้นฐานของจิตสำนึกทางสังคม [ผ่านโรงเรียน] และเป็นหนทางเดียวเท่านั้นที่จะสร้างสังคมใหม่ (Social reconstruction) ได้อย่างมั่นคง การศึกษาจึงสมควรได้รับเครื่องมือที่เหมาะสม เพื่อช่วยทำหน้าที่นี้ และนำทางนักเรียน [ไปสู่ความก้าวหน้าดังกล่าว]

แหล่งข้อมูล

  1. ปั้นเด็กสาธิต ม. มหิดล สู่สังคมโลก ยึดมั่นแนวทางพื้นฐานของความเป็นไทย - http://www.naewna.com/local/47243 [2013, April 11]
  2. Progressive education. http://en.wikipedia.org/wiki/Progressive_education [2013, April 11].

สมาชิกที่ใช้งานอยู่ขณะนี้ คน